วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

ตะลึง! พบทารก 16 ขวบบบ



โลกปัจจุบัน เทคโนโลยี ความรู้ วิทยาการทางด้านความงาม การชะลออายุ กำลังเป็นที่น่าสนใจของวงการวิทยาศาสตร์ หากมนุษย์สามารถล่วงรู้และเข้าใจถึงกระบวนการแก่ (aging) การเสื่อมสภาพของอายุขัยก็จะทำให้ความหวังในการคงความงามและยืดคุณภาพอายุความเป็นอยู่ได้ รวมทั้งการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อันมีสาเหตุเนื่องมาจากความเสื่อมได้

บรูค กรีนเบิร์ก (Brooke Greenburg) สาวน้อยวัย 16 ผู้เป็นเสมือนกุญแจสำคัญ ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างมาให้พวกเราได้มีความหวังในเรื่องนี้ เธอมีรูปร่างสรีระรวมทั้งพัฒนาการทางสมองในทุกประการที่เป็นเด็กอายุเพียง 1 ขวบ! เหมือนว่ากลไกทางร่างกายของเธอจงใจหยุดไว้แต่เพียงเท่านั้น
สาวบรูคเกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคมในปี ค.ศ. 1993 ในแถบชานเมืองของรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ในขณะที่เธอคลอดนั้น สะโพกด้านหน้าของเธอบิดผิดรูปจึงทำให้กระดูกขาของเธอเคลื่อน รวมทั้งไหล่ของเธอก็ผิดรูป คณะแพทย์จึงต้องลงมือผ่าตัดให้เธอคลอดได้อย่างปลอดภัย แต่ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อดามเหล็กเกือบทั่วตัว รวมทั้งกระดูกสันหลังเพื่อให้ลำตัวของเธอสามารถตั้งตรงได้

ในช่วง 6 ขวบปีนั้น เธอก็ต้องเผชิญกับสารพัดโรคที่แพทย์ไม่อาจลงความเห็นหาสาเหตุได้แน่ชัด เช่น กระเพาะของเธออักเสบ พบรูรั่วด้วยกันถึง 7 แห่ง อีกทั้งเธอยังมีอาการชักเกร็ง และมีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือดอีกด้วย แต่เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์กลับพบว่าไม่มีส่วนใดของร่างกายเธอได้รับความเสียหาย
ในช่วงอายุ 5 ขวบแพทย์ตรวจพบว่าสมองเธอมีก้อนเนื้ออันเป็นสาเหตุให้เธอหลับไหลไปเป็นเวลา 14 วันเต็ม แต่เมื่อเธอฟื้นขึ้นมากลับพบว่าก้อนเนื้อปริศนานั้นได้อันตรธานหายไป ไม่ว่าด้วยกลไกใด แต่หากเราสามารถถอดรหัสไขปริศนาในการซ่อมแซมตัวเองของเธอได้ อาจเป็นแนวทางนำไปสู่การรักษาโรคร้ายในมนุษย์ได้อย่างมหัศจรรย์
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พ่อแม่ของเธอต่างตระเวนพาเธอเข้ารักคำปรึกษาและรักษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในหลายสาขา เช่น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการ, ระบบฮอร์โมน บรูคได้รับการฉีดรักษาด้วยโกรทฮอร์โมน แต่กลับพบว่าร่างกายเธอไม่มีกายตอบสนองใดๆ ต่อฮอร์โมน จึงทำให้คณะผู้เชี่ยวชาญต่างงงงันและขนานนามโรคของเธอว่า X syndrome เนื่องจากไม่มีคำอธิบายใดๆ และเธอยังเป็นผู้ป่วยเพียงคนเดียวบนโลกนี้อีกด้วย
ครอบครัวของบรูคได้รับเงินช่วยเหลือจากการประสบความเดือดร้อยในการเยียวยารักษาเป็นจำนวนเงิน 250,000 เหรียญ และยังได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนครั้งแรกในตอนที่เธออายุ 4 ขวบ และเมื่อกลางปี 2010 นี้เอง ได้มีรายการโทรทัศน์ดังของอเมริกาได้ถ่ายทำเรื่องราวเกี่ยวกับเธอ ทำให้กลายเป็นข่าวฮือฮาทั้งประชาชนและแวดวงวิชาการ
ตัวอย่าง DNA ของเธอได้ถูกส่งไปตรวจเช็คยังสถาบันการแพทย์ชื่อดัง อย่าง Johns Hopkins Children’s Center และNew York’s Mount Sinai Hospital แต่กลับพบว่ายีนเกี่ยวกับโรคทางความเสื่อมและยีนที่ควบคุมการเจริญของเธอเป็นปกติ

ศาสตราจารย์ริชาร์ด วอร์คเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านฮอร์โมนวิทยา ผู้สนใจศึกษากรณีของเธออย่างจริงจัง กล่าวว่า ยังไม่ทราบสาเหตุหลกลใดที่ทำให้เธอผิดปกติดังกล่าว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นพบว่าเธอเองก็มีการเจริญ แต่ด้วยอัตราที่ช้ากว่าคนปกติ พบว่ามีเพียงผมและเล็บของเธอเท่านั้นที่ยังเจริญได้ตามปกติ คาดว่าเธอน่าจะมีความผิดปกติจากการกลายพันธุ์ของยีนตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งจุดเล็กๆ บนจีโนมของเธอที่สามารถเชื่อมโยงกระบวนการเจริญทั้งหมดได้ และหากเราค้นพบความผันแปรนั้นก็จะเป็นความหวังที่จะรู้สาเหตุการเกิดแก่เจ็บตายของมนุษย์ได้นั่นเอง


10สุดยอดมนุษย์กินคน

อันดับ 10 อัลเฟร็ด แพคเกอร์ (Alferd Packer)
                Alferdpacker
                อัลเฟร็ด แพคเกอร์ เป็นนักขุดทองชาวสหรัฐอเมริกา เขาถูกตัดสินกระทำผิดฐานเป็นมนุษย์กินคน จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1874 ตอนนั้น อัลเฟร็ด แพคเกอร์  และคณะ 5 คน ได้เดินทางไปเทือกเขาโคโลราโดที่แสนหฤโหดและสภาพอากาศเลวร้าย แต่ว่ากันว่าที่นี้มีแร่ทองคำอยู่มากมายมหาศาล เหมาะอย่างยิ่งจะขุดทองเพื่อรวยทางลัด
                อัลเฟร็ด แพคเกอร์ และคณะเดินทางไปที่นั้น จากนั้นสองเดือนต่อมา เขากลับจากที่นั้นเพียงคนเดียว ทำให้คนอื่นๆ ตั้งคำถามว่า “อีก 5 คนหายไปไหน” อัลเฟรดบอกว่า “ฉันกินพวกเขาเองแหละ” พอดีตอนไปถึงสภาพอากาศเหลวร้ายมากๆ และอาหารเริ่มหมด เลยมีการต่อสู้เพื่อแย่งอาหาร เขาฆ่าคนอื่นเพื่อป้องกันตัวเอง และถูกบังคับให้กินเนื้อคนที่ตายเพื่อรอดชีวิต เรื่องราวของเขาดูไม่เหมือนน่าเชื่อ แต่การตรวจสอบศพแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ  ร่องรอยบนกระดูกเห็นได้ชัดว่าสี่คนถูกตีจนตายด้วยด้านขวานและมีร่อยรอยการใช้มีดแล่เนื้อออกอย่างระมัดระวัง เขาถูกจำคุกเป็นเวลาสั้นๆ และถูกปล่อยตัวออกมา และปัจจุบันมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์อัลเฟร็ด แพคเกอร์ เพื่อระลึกถึงโศกนาฏกรรมของเหตุการณ์ในครั้งนั้น

                อันดับ 9 อัลเบิร์ต ฟิช  (Albert Fish) 1870 – 1936
                Albertfish-Full
                ในปี 28 พฤษภาคม 1928 ที่อพาร์เมนต์ของครอบครัวบัดด์ในกรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา มีชายชราแต่งตัวดีคนหนึ่งแนะนำตนว่าเป็นเจ้าของฟาร์ใหญ่ที่ลองไอส์แลนด์ และสนใจอยากจะหาลูกมือสักคนมาช่วยงานเขา ครอบครัวบัดด์เชื่อใจคนแก่คนนั้นจนกระทั้งวันหนึ่งพวกเขาได้ให้ลูกสาวเกรซ บัดด์อายุ 10 ขวบ ไปกับชายชราที่อ้างว่าจะเธอไปงานเลี้นงหลานสาวของเขาด้วย
                โดยหารู้ไม่ว่านี้คือครั้งสุดท้ายที่ครอบครัวบัดดด์เห็นลูกสาวตอนยังมีชีวิตอยู่  เพราะเด็กน้อยหายตัวไป และตอนนี้เธอก็ถูกฆ่าและถูกนำไปทำอาหารอยู่ในท้องของชายชราคนนั้นเรียบร้อยแล้ว.....
                ชายชราคนนั้นก็คือ อัลเบิร์ท ฟิช เป็นฆาตกรต่อเนื่อง เขาถูกจับในเวลาต่อมาเมื่อเขาส่งจดหมายให้ครอบครัวบัดด์โดยบอกว่า “เขากินลูกสาวของพวกเขาแล้ว มันอร่อยมากๆ” นอกจากนี้เขายังสารภาพอีกด้วยว่าเขาเคยย้ายบ้านมาแล้วกว่า 23 รัฐ และในแต่ละรัฐได้ก่อคดีฆาตกรรมไว้อย่างน้อยรัฐละ 1 ครั้ง เหยื่อของเขาเป็นเด็กชายหญิงซึ่งจากปี 1910 ถึง 1934 เขาได้สังหารไปกว่า 400 คนเลยทีเดียว แต่กระนั้นก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอัลเบิร์ทพูดจริงแค่ไหน เขาถูกประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้าเมื่อวันที่ 16 มกราคม 1936
                อันดับ 8  กลุ่มอาร์ยูเอฟ (Revolutionary United Front) 
                Gallery2 8
                ใครเคยดูภาพยนต์เรื่อง Blood Daimond คงทราบถึงความโหดร้ายของ กลุ่ม Revolutionary United Front (RUF) เป็นอย่างดี กลุ่ม อาร์ยูเอฟ (RUF Revolutionary United Fronts) เป็นกลุ่มกองกำลังปฏิวัติในเซียร์ราลีโอนก่อตั้งโดยโฟเดย์ แซนโกห์ เป็นนักรบเก่าในกองทัพโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะแย่งชิงความมั่งคั่งคืนจากชาวยุโรปที่เข้ามากอบโกย และคว่ำรัฐบาลคอรัปชั่นของประเทศตัวเอง นั้นเป็นจุดเริ่มต้นการเกิดสงครามการเมืองสุดมหาโหด เพราะส่วนใหญ่วีกรรมของกลุ่มนี้ก็ดีๆ ทั้งนั้น เพราะจะฆ่าชาวบ้านตาดำๆ ผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน วันดีคือดีพวกมันจะรบแบบกองโจร บุกเข้ามาในเมือง หรือไม่ก็หมู่บ้านคนธรรมดา แล้วให้เด็กใช้ปืนยิงชาวบ้าน แบบปูพรม.....เพื่อสังหารทหารรัฐบาลดะ ทำลาย ฆ่าชาวบ้าน ปล้น จี้ ข่มขืน ฆ่าผู้ใหญ่ต่อหน้าเด็ก รวมทั้งเอาเด็กอายุ 6 ขวบ (ขึ้นไป) เอาไปเป็นกองทัพสัตว์นรกหากใครไม่เข้าพวกยิงทิ้งทันที หรือไม่ก็ตัดแขนตัดมือ ส่วนผู้หญิงจะนำไปเป็นบำเรอกามเพื่อการข่มขื่นซ้ำซ้อนอย่างทารุณ(ผู้หญิง 75 เปอร์เซ็นต์ในประเทศ มีประวัติถูกข่มขื่น) นอกจากนี้ยังมีการกินเนื้อคนในหมู่บ้านอีก...เนื่องจากเป็นความเชื่อของกลุ่มว่ากินเนื้อศัตรูจะทำให้แข็งแกร่งขึ้นและเป็นเครื่องที่สร้างความหวาดกลัวต่อผู้คนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
                อันดับ 7 อิสเซ ซากาวะ  (Issei Sagawa) 1949-??
                Sagawa
                “ผมไม่ได้อยากจะฆ่า ผมเพียงแต่อยากจะกินเธอเท่านั้นเอง"
        ข้างต้นนี่คือประโยคที่อิสเซ ซากาวะ  พูดไว้หลังถูกจับกุมคดีฆาตกรรมเพื่อนหญิงสาวและนำเนื้อมาทำอาหาร
                ติดอันดับอีกแล้ว พ่อยุ่นคนนี้ ฆ่าคนแค่คนเดียวแต่พี่แกดังไปทั่วโลกเลยนะเนี้ย ได้อันดับ 1 ฆาตกรที่กฎหมายเอาผิดไม่ได้ แล้วยังติดสุดยอดคนกินคนอีก    อิสเซ ซากาวะ  ขณะที่ก่อเหตุนั้นเขาอายุ 16 ปี เขาเป็นเด็กทุนได้เรียนที่ปารีส ที่มีความฝันว่าเขาอยากจะกินคนสักครั้งในชีวิต และวันนั้นก็มาถึงเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 1981 (วันเกิดครบ 32 ปีของเขา)ซาคาว่าเชิญเรนี ฮาร์เทเวลท์นักศึกษาชาวดัชต์มาที่ห้องพักของเขาโดยอ้างว่าต้องการจ้างเธอมาอ่านบทกวีภาษาเยอรมันให้ฟัง และเมื่อเธอมาถึงและเมื่อเธอหันหลัง เขาก็ใช้ปืนยิงที่ศีรษะของเรนี จนเสียชีวิต จากนั้นก็ข่มขื่นและแล่เนื้อเธอออกเอามาทำอาหารและกิน ใช้เวลา 2 วันเพื่อทดลองว่าเนื้อของคนในส่วนไหนอร่อย เขาปรุงรสด้วยเกลือ พริกป่นและพริกไทย เขาถูกจับได้ในเวลาต่อมาหลังจากเอาศพเรนี ไปทิ้ง เขาตัดสินว่ามีความบกพร่องทางจิตจนไม่สามารถรับผิดชอบคดีได้ เขาถูกตัดสินให้ต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตจนตลอดชีวิต จะอย่างไรก็ดี ซาคาว่าเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอังรีโครันเป็นเวลา 14 เดือนก่อนจะถูกส่งตัวกลับญี่ปุ่น ที่โตเกียวนั้น พ่อของเขาก็วิ่งเต้นจนเขาออกมาสู่สังคมภายนอกในที่สุด
                ปัจจุบัน อิสเซ ซากาวะ  ใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นอิสระเท่าที่ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งจะสามารถมีได้ เขาออกหนังสือหลายเล่มและเคยได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์ในฐานะแขกกิตติมศักดิ์หลายครั้ง
                                อันดับ 6 อันเดร ชิกาทิโล (Andrei Chikatlo) 1936 – 1994
                Chikatilo2
                อันเดร ชิกาทิโล เป็นฆาตกรต่อเนื่องฆาตกรที่โหดร้ายที่สุดของรัสเซีย ที่สังหารเด็กและผู้หญิงกว่า 50 คน ใน รอสตอฟ (โซเวียตเก่า) เขาก่อนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 1978-1990  เขาเป็นชายไร้สมรรถภาพทางเพศ แต่เขาไปถึงจุดสุดยอดได้เมื่ออีกฝ่ายขัดขืน หรือหวาดกลัว ดังนั้นเวลาจะทำการฆาตกรรมทุกครั้งเขามักจะเล่นกับศพเหยื่อเพื่อให้ถึงจุดสุดยอดทุกครั้ง ไม่ว่าจะแทงศพเหยื่อด้วยมีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า  บ้างก็ถูกควักลูกตา หลายศพถูกเฉือนอวัยวะภายในและอวัยวะเพศไปเพื่อกิน บางครั้งก็นำกลับไปประกอบอาหารที่บ้าน และบางครั้งที่กินสดๆเลยก็มี อันเดร ชิกาทิโล ถูกปล่อยให้ลอยนวลอยู่ถึง 12 ปี  จนกระทั่ง 20 พฤศจิกายน 1990 จิกาทีโล่ก็จับกุมในที่สุด 14 เมษายน 1992 อันเดร ชิกาทิโล ก็ขึ้นศาล แต่เขาไม่สนเรื่องการพิจาณาคดีในศาลเลย เขาเอาหนังสือโป๊มาอ่านระหว่างการขึ้นศาล เดี๋ยวก็ร้องเพลงชาติรัสเซีย เดี๋ยวก็ร้องเรียนให้จัดหาล่ามภาษายูเครน แล้วอยู่ๆก็กระโดดขึ้นมาถอดกางเกงของตนพร้อมกับร้องท้าทายผู้เข้าฟังคดี ซึ่งการกระทำเหล่านี้สร้างความโกรธแค้นให้กับญาติของผู้เคราะห์ร้ายเป็นอย่างมาก ทำให้ศาลต้องเอาตัว อันเดร ชิกาทิโล โล่ไปขังกรุง เพื่อป้องกันการถูกรุมประชาทัณฑ์  แล้วในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1994 อันเดร ชิกาทิโล ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้ารวมอายุเมื่อเสียชีวิต 57 ปี
         
                อันดับ 5 Mauerova Family
                Klara-Mauerova-And-Barbara-Skrlova
                ครอบครัว Mauerova เป็นครอบครัวสมาชิกบูชาลัทธิกินเนื้อคนจากสาธารณรัฐเชค พวกเขาออกอาละวาดฆ่าคนเพื่อกินคน(เน้นเด็กและทารก)ในระยะเวลา 8 เดือน นอกจากนี้ยังมีการถ่ายวีดีโอศพเด็กที่เต็มไปด้วยเลือดอยู่ในตู้เย็นอย่างน่าสยดสยอง โดยมีแม่เป็นพวกหน้ากลุ่ม สมาชิกทั้งหมด 6 สมาชิกประกอบไปด้วยแม่ Klara Mauerova อายุ 34  ปี Skrlova Barbaracและพี่ชาย  และยังนมีเด็กสองคนคือ Ondrej Mauerova อายุ 8 ปี และ Jakub Mauer อายุ 10 ปี ทุกคนถูกจับเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2007 ทั้งหมดถูกตัดสินจริง(ในเว็บไซต์มีการโหวดว่าพวกเขาทุกคนโดนประหารแล้วตกนรกหรือเปล่าผลปรากฏว่า 97 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าสมควร)

                อันดับ 4 อาร์มิน เมเวส  (Armin Meiwes) 1961-??
                Image005-3
                อาร์มิน เมเวส  ช่างเทคนิคคอมพิวเตอร์ชาวเยอรมันวัย 42 ซึ่งได้รับฉายาว่ามนุษย์กินคนแห่งโรเธนบวร์ก เยอรมัน ถูกศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต แต่รายนี้มาแปลกเพราะเหยื่อเป็นคนยินยอมให้ฆ่าและกินตัวเองได้
                เรื่องราวจากในคดีจริงนั้น อาร์มิน เมเวส  ได้ใช้มุมมืดของไซเบอร์สเปสเป็นที่หาเหยื่อประมาณว่าทิ้งข้อความว่า “ต้องการหาเหยื่อเหยื่อ" ที่เป็นชายมีอายุระหว่าง 18-25 ปี ให้มาพบแล้วจะกินเป็นอาหาร สนใจติดต่อมาที่ XXX) จนกระทั้งได้พบกับเหยื่อของเขาคือเบิร์นด์ เจอร์เกน แบรนเดส (Bernd-Juergen Brandes ) ชายวัย 43 ปีซึ่งมีอาชีพเป็นผู้จัดการฝ่าย IT ในบริษัทแห่งหนึ่ง หลังจากที่ได้ตอบรับคำโฆษณาของเขาที่ฝากทิ้งไว้ในอินเทอร์เน็ต โดยผ่านทางการพบปะบนอินเตอร์เน็ตเมื่อปี 2001 แบรนเดส พูดว่าเขากำลังมองหาคนที่สามารถช่วยทำลายร่างกายของเขาให้สิ้นซากโดยที่ไม่ ทิ้งร่องรอยใดๆ เอาไว้ ซึ่ง อาร์มิน เมเวส  ตอบสนองโดยการใช้มีดแทงลำคอของเขา แขวนเขาเอาไว้บนตะขอแขวนเนื้อ หั่นศพของเขาออกเป็นชิ้นๆ และนำเนื้อบางส่วนมากิน ภายหลังศาลตัดสินให้เขาต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ถึงแม้ว่าเขาจะอ้างว่า แบรนเดส เป็นคนที่ขอให้เขากินเนื้อของตัวเองก็ตาม คดีของอาร์มิน เมเวส  ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และกระแสความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยถูกนำมาเขียนเอาไว้ในหนังสือหลายเล่ม นอกจากนี้ยังนำมาทำเป็นภาพยนตร์และแต่งเพลงอีกด้วย  
                อันดับ 3 เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ (Jeffrey Dahmer)   1960-1994
                20060706 Dahmer 2
                22 กรกฎาคม 1991 เวลา 23.30น.รัฐวิสคอนซิน เมืองมิลวอกี้ อเมริกา ขณะที่นายตำรวจสายตรวจ  2 คนกำลังลาดตระเวณอยู่บริเวณดาวน์ทาวน์ มีชายผิวดำซึ่งใส่กุญแจมือไว้ยังมือข้างซ้ายวิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ เมื่อตำรวจตามชายดังกล่าวไปยังออกซ์ฟอร์ดอพาร์ทเมนท์ ห้อง 213 ก็พบกับชายหนุ่มผิวขาวผมบรอนด์เปิดประตูออกมารับด้วยท่าทีสงบเงียบใจเย็น
 เขาแนะนำตัวว่าชื่อ เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์


                จากนั้นตำรวจก็รู้สึกว่ามีกลิ่นเหม็นแปลก ๆ และพวกเขาก็พบที่มาของกลิ่นเหม็น.....หัวคนในตู้เย็น มีหัวคน 4 หัวกับชิ้นเนื้อและเครื่องในมนุษย์ที่ถูกแพ๊คไว้ในถุงพลาสติก ชั้นบนของที่วางของมีกระโหลกมนุษย์ 3 หัวเก็บอยู่ ส่วนชั้นล่างวางกระดูกชิ้นส่วนอื่นๆ ในกล่องกระดาษมีกระโหลกอีก 2 หัวและอัลบั้มภาพถ่ายอันสุดจะบรรยาย หม้อบนเตากำลังต้มส่วนศีรษะมนุษย์ 2 หัวซึ่งกำลังเปื่อยได้ที่ บนพื้นมีเศษผิวหนังกับนิ้วมือตกอยู่และในถังสีฟ้าซึ่งวางไว้ที่โถงประตู ภายในคือส่วนร่างกายมนุษย์ 3 คนซึ่งถูกทำให้ละลายด้วยกรดเกลือ
                จากการตรวจสอบรูปถ่าย ตำรวจพบภาพสยองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพที่ถ่ายเป็นร่างของเหยื่อจะถูกตัดออกเป็นชิ้นเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย ใส่ลงในอ่างน้ำ ผสม ทา ราดด้วยน้ำกรดและน้ำยาเคมี เนื้อถูกย่อยสลายส่งกลิ่นร้ายกาจเช่นเดียวกับกระดูกที่ถูกกัดจนเป็นสีดำกลิ่นน่าคลื่นไส้ และยังมีของสะสมต่างๆ เป็นกะโหลกที่ถูกทาสีเทาและองคชาติที่ตัดออกมาจากศพที่ดองเก็บไว้ในขวดแก้วบรรจุยาฟอร์มัลดีไฮด์ ส่วนหัวที่ตัดออกเขาเอาไปต้มหม้อจนเปื่อยยุ่ย จากนั้นลอกเนื้อหนังให้เหลือแต่กะโหลกแล้วทำความสะอาดให้สวยงามเหมือนของเล่นพลาสติก
                เจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ถูกจับกุม และถูกตัดสินในข้อหาสังหารคนไป 17 ราย แต่เนื่องจากรัฐวิสคอนซินได้ยกเลิกโทษประหารไปแล้ว เจฟฟรีย์จึงถูกตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิต และในวันที่ 28 พฤศจิกายน 1994 ก็ถูกนักโทษคนอื่นทุบด้วยท่อนเหล็กจนตายขณะรับเวรทำความสะอาด
                
                อันดับ 2 เผ่าคาริบ(Carib West Indian Tribes)
                Cannibalismart
                เผ่ากินคนนี้แหละครับที่เป็นต้นกำเนิดของคำว่า คานิบาลิสม์(Cannibalism) เป็นชนเผ่าที่คณะนักสำรวจคริสโตเฟอร์ โคลัมปัสและคณะไปพบเขาที่หมู่เกาะเวสท์ อินดิส ที่นั้นเขาได้พบชาวพื้นเมืองคาริบ ซึ่งเป็นเผ่ากินคนกินเป็นอาหาร
                ทว่าคริสโตเฟอร์แกเป็นสเปนนะครับเขาสะกดชื่อชาวพื้นเมืองนี้ผิดจากคำว่า “คาริบ” กลับเขียนเป็น “คานิบส์” จากนั้นก็เพี้ยนมาเป็นคำว่า “คานิบาเลส” อันมีความหมายว่าดุร้ายกระหายเลือด และชาวอังกฤษก็เปลี่ยนคำนี้มาเป็น “คานิบาลิสม์” ในที่สุด ซึ่งความหมายจริงๆ ของมันนคือมนุษย์ที่ทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเองอย่างโหดเหี้ยมทารุณวิปริตผิดแผกไปจากมนุษย์โดยทั่วไป
                กลับมาที่เผ่าคาริบ เป็นเผ่าชาวอินเดียน เผ่านี้อยู่ในเกรนาดาเป็นเกาะภูเขาไฟเล็ก ๆ ในทะเลแคริบเบียน ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตรินิแดดและโตเบโก และเวเนซุเอลา และอยู่ทางทิศใต้ของเซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ชาวอินเดียน เผ่าคาริบมีประเพณีกินเนื้อคน เวลาจับเชลยได้ ชาวอินเดียนเผ่านี้ก็จะใช้ไฟจี้ตามตัวจนเป็นแผลพุพองแล้วเอาพริกทา และเมื่อเชลยเสียชีวิตลงเนื้อของเชลยก็จะถูกแล่เอาไปปรุงด้วยพริกเป็นอาหาร
                แม้จะยังไม่มีหลักฐานปรากฏเป็นที่แน่ชัดว่า การกระทำเช่นนี้มีจริงหรือเปล่า นักวิชาการบางคนกล่าวว่า เรื่องราวการกินเนื้อมนุษย์โดยชาวเผ่าคาริบ อาจเป็นเรื่องที่ถูกกุขึ้นโดยนักล่าอาณานิคม เพื่อใช้เป็นข้ออ้างถึงความจำเป็นที่ต้องทำให้คนป่าทั้งหลาย ได้พัฒนาตนเองให้มีอารยธรรมเหมือนซีกโลกที่เจริญแล้ว

                อันดับ 1 นักรักบี้ผู้หิวโหย (Stekka Maris College Rugby Team)
                Accidente 1972
                วันที่ 12 ตุลาคม 1972 นักเล่นลักบี้ทีม"โอลด์คริสเตียนส์"ของมหาวิทยาลัยสเตลล่ามาริสกับเพื่อนสนิทและครอบครัว(อีกหลายคนเป็นผู้โดยสารทั่วไปที่กำลังเดินทางไปเยี่ยมญาติ ลูกเรือ 3 คนและนักบินอีกสองนาย) พากับบินจากอูรุกวัยไปยังชิลีโดยเครื่องบินสายอุรุกวัย แฟร์ไชด์ FH-227D(Uruguayan Air Force Flight 571)  ขณะที่แฟร์ไชด์กำลังบินอยู่เหนือเทือกเขาแอนเดส พวกเขาประสบกับสภาพอากาศแปรปรวนอย่างหนักจน เครื่องบินโดยสารประสบอุบัติเหตุตกลงไปเทือกเขาแอนดิสที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
                มีผู้ถึงแก่ความตายทันที 13 ศพจากผู้โดยสารทั้งหมด 45 คน อีกหลายสัปดาห์ต่อมามีผู้บาดเจ็บจากเครื่องบินตกตายไปอีกหลายศพ ส่วนคนที่รอดหมดหนทางที่จะติดต่อจากโลกภายนอกได้ หิมะในบริเวณที่เครื่องตกนั้นมีความหนาถึง 15 เมตร ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร และไม่มีเครื่องมือรักษาพยาบาลหรือยาที่เพียงพอ ผู้ใหญ่ ประทังชีวิตด้วยช็อคโกแล็ตที่มีจำนวนจำกัดและน้ำที่ได้จากการละลายหิมะ เมื่อมีคนตาย พวกเขาก็ได้แต่ขนศพออกไปข้างนอกและฝังไว้ใต้กองหิมะ
                วันที่ 9 นับจากเครื่องตก ความหิวโหยทำให้พวกเขาอ่อนแอลงจนอยู่ในขั้นอันตราย นักลักบี้คนหนึ่งได้เสนอให้กินศพเพื่อให้อยู่รอด มีหลายคนทำตาม หลายคนนำเนื้อมาย่างบนแผ่นฟอยล์  หลายคนกินดิบเพื่อให้ได้สารอาหาร และผู้ที่ไม่ยอมกินก็อดตายทีละคนสองคน สุดท้าย 72 วันนับจากเครื่องบินตกมี ผู้รอดชีวิตจำนวน 16 รายก็ได้รับการช่วยเหลือและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในซานดิเอโก้ในทันที และพวกเขาก็สารภาพสิ่งที่ได้กระทำลงไป (พวกเขาสารภาพกับคณะแพทย์และบาทหลวงไปเรียบร้อยแล้ว)


                18 มกราคม 1973 กองทัพอากาศอุรุกวัยได้ส่งคนไปยังจุดที่เครื่องบินตกและรวบรวมศพผู้เสียชีวิตมาทำการฝังในที่นั้น พวกเขาตั้งกางเขนไว้เหนือหลุมศพแล้วจุดไฟเผาซากเครื่องบินที่เหลืออยู่

อนาคอนด้า

งูอนาคอนดา (Anaconda) เป็นชื่อของงู 4 สปีชีส์ในกลุ่มงูหลามที่อาศัยอยู่ในหนอง บึง และแม่น้ำในป่าดิบชื้นในทวีปอเมริกาใต้และเกาะตรินิแดด อนาคอนดาเหลืองยังสามารถพบได้ที่อาร์เจนตินาอีกด้วย
ชื่อ อนาคอนดา นั้นมีที่มาที่อาจเป็นไปได้อยู่ 2 แหล่ง โดยอาจแปลงมาจากคำภาษาสิงหลคำว่า เหนกานเทย (henakanday) ที่แปลว่า งูหางแส้ หรืออาจมาจากคำภาษาทมิฬว่า อเนกันทราน (anaikondran) แปลว่า นักฆ่าช้าง ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าชื่อของมันมีที่มาห่างไกลจากแหล่งที่อยู่มากได้อย่างไร แต่ก็เป็นไปได้ว่าเพราะมันมีลัก
ในงูกลุ่มนี้ มีอยู่ 2 สปีชีส์ที่เป็นที่รู้จักดี ได้แก่
  • อนาคอนดาเขียว (Eunectes murinus) ซึ่งมีรายงานว่ามีความยาวถึง 10 เมตร (แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีขนาดเล็กกว่านี้) ถึงแม้สปีชีส์ชนิดนี้จะมีความยาวน้อยกว่างูเหลือม ซึ่งเป็นสปีชีส์ที่มีบันทึกว่ายาวที่สุด แต่ก็ยังมีน้ำหนักมากกว่า จัดว่าเป็นงูที่หนักที่สุดที่ยังดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ อาจมีน้ำหนักถึง 250 กิโลกรัม และมีเส้นผ่านศูนย์กลางลำตัวมากกว่า 30 เซนติเมตร ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ โดยตัวเมียจะมีความยาวโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.6-7.8 เมตร ขณะที่ตัวผู้มีความยาวเฉลี่ย 3.6-4.8 เมตร สปีชีส์นี้มักจะพบทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ อย่างเช่นในเวเนซุเอลา โคลัมเบีย บราซิล เอกวาดอร์ ทางตอนเหนือของโบลิเวีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเปรู กายอานา และตรินิแดด แม้ว่าจะเป็นที่สนใจมาก แต่ก็ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับงูชนิดนี้อยู่น้อยมาก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2535 จึงได้มีการศึกษาสปีชีส์นี้ในทางชีววิทยาเป็นครั้งแรกในเวเนซุเอลา โดย Dr. Jesus Rivas
  • อนาคอนดาเหลือง (Eunectes notaeus) มีขนาดโดยเฉลี่ยเมื่อโตเต็มวัยค่อนข้างเล็กกว่าอนาคอนดาเขียว โดยมีความยาวเพียง 3 เมตร สปีชีส์นี้อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของโปลิเวีย ปารากวัย อุรุกวัย ทางตะวันตกของบราซิล และทางตะวันออกเฉียงเหนือของอาร์เจนตินา
ส่วนอีก 2 สปีชีส์นั้นจะเป็นที่รู้จักน้อยกว่า ได้แก่
  • อนาคอนดาจุดดำ (Eunectes deschauenseei) พบทางตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิล
  • อนาคอนดาโบลิเวีย (Eunectes beniensis) พบเป็นครั้งแรกในโบลิเวีย ได้รับการตั้งชื่อเมื่อปี พ.ศ. 2545 โดย Lutz Dirksen และกำลังอยู่ระหว่างการศึกษา
อนาคอนดามีหัวขนาดใหญ่และลำคอหนา ตาและรูจมูกอยู่ที่ส่วนบนของหัว ทำให้สามารถหายใจและมองเห็นเหยื่อในขณะที่อยู่ใต้น้ำได้ ฆ่าเหยื่อโดยใช้ลำตัวบีบรัด เป็นงูที่ไม่มีพิษ แต่ยังมีฟันและขากรรไกรที่แข็งแรงที่ใช้กัดเหยื่อ มันจะคาบเหยื่อแล้วลากลงไปในน้ำเพื่อให้เหยื่อจมน้ำตาย

อนาคอนดาเขียว, Eunectes murinus
โดยปกติแล้ว อนาคอนดาจะกินสัตว์จำพวกหนูขนาดใหญ่ สมเสร็จ กวาง หมูป่า ปลา เต่า นก แกะ สุนัข และสัตว์เลื้อยคลานในน้ำอย่างจระเข้ไคแมน ส่วนอนาคอนดาที่ยังไม่โตเต็มที่จะกินหนูขนาดเล็ก ลูกไก่ กบ และปลา โดยสัญชาตญาณแล้ว เมื่ออนาคอนดารู้สึกว่ามีมนุษย์อยู่ใกล้ มันจะหนีไปในทิศทางอื่น การตายของมนุษย์ที่เกิดจากอนาคอนดาจึงพบได้ยาก ขณะที่พวกมันเองก็จะถูกล่าโดยเสือจากัวร์ จระเข้ไคแมนขนาดใหญ่ และอนาคอนดาตัวอื่น และเมื่อมันบาดเจ็บก็จะตกเป็นเหยื่อของปลาปิรันย่าได้เช่นกัน
ษณะคล้ายกับงูหลามเอเชีย

แปลกแต่จริงกับมือถือพลังงานน้ำ

อาจจะเคยได้ยินข่าวที่มีมือถือที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์
โดยออกแบบให้มีโซล่าเซลล์อยู่ที่ฝาพับเพื่อรับแสงแล้ว
แปลงเป็นพลังงานมาใช้ในมือถือกันบ้าง ..
แต่คราวนี้ NEC
ได้สร้างความแปลกใหม่ด้วยการเปิดเผยให้เห็นโทรศัพท์มือถือแบบใส
ที่เห็นของเหลวบรรจุอยู่ภายใน มีชื่อที่เรียกกันตอนนี้ว่า Nec Flask
โดยของเหลวภายในจะเปลี่ยนเป็นพลังงานแทนแบตเตอรี่เพื่อใช้งาน Nec Flask
รุ่นนี้ออกแบบเป็นจอสัมผัส (Touch Screen) ขนาดบาง วัสดุทำจากพลาสติก
และ สแตนเลส ถ้าเกิดผลิตออกวางจำหน่ายจริงๆ เวลาคุยไปก็ดูน้ำในมือถือ
ไปว่าลดไปขนาดไหนแล้ว ^^’’ หุหุ รูปร่างหน้าตา สีสัน NEC Flask
จากภาพที่เห็นดูสวยงามน่ารัก หวานแหวว เหมาะกับสาวๆ ดี
แต่งานนี้คงอาจจะไม่เหมาะกับคนซุ่มซ่ามแน่ ถ้าเกิดมันตกหล่น แตก
ขึ้นมาคงเป็นเรื่องแน่ ไม่อยากจะนึกตอนน้ำข้างในมันซึมออกมาเลย

BlackBerryรุ่นแรกจนถึงรุ่นปัจจุบัน

BlackBerry 7100g (รุ่นแรก)

BlackBerry 7100g - แบล็คเบอร์รี่

BlackBerry 7290
BlackBerry 7290 - แบล็คเบอร์รี่
BlackBerry 8100
BlackBerry Pearl 8100 - แบล็คเบอร์รี่
BlackBerry 8800
BlackBerry 8800 - แบล็คเบอร์รี่
BlackBerry 8820
BlackBerry 8820 - แบล็คเบอร์รี่
BlackBerry 8320
BlackBerry Curve 8320 - แบล็คเบอร์รี่
BlackBerry curve 8120
BlackBerry Pearl 8120 - แบล็คเบอร์รี่
BlackBerry pearl 9000
BlackBerry Bold 9000 - แบล็คเบอร์รี่
BlackBerry bold 8220
BlackBerry 8220 Flip - แบล็คเบอร์รี่
BlackBerry flip 9500
BlackBerry Storm 9500 - แบล็คเบอร์รี่ Storm 9500
Blackberry curve 8520
BlackBerry 8520 Curve - แบล็คเบอร์รี่ 8520 Curve
BlackBerry curve 8900
BlackBerry 8900 Curve - แบล็คเบอร์รี่ 8900 Curve
BlackBerry tour 9630
BlackBerry Tour 9630 - แบล็คเบอร์รี่ Tour 9630
BlackBerry bold 9700
BlackBerry Bold 9700 - แบล็คเบอร์รี่ Bold 9700
BlackBerry storm2 9520
BlackBerry Storm2 9520 - แบล็คเบอร์รี่ Storm2 9520
BlackBerry bold 9650
BlackBerry Bold 9650 - แบล็คเบอร์รี่ Bold 9650
blackBerry pearl 9100
BlackBerry Pearl 9100 - แบล็คเบอร์รี่ Pearl 9100
BlackBerry turch 9800
BlackBerry Torch 9800 - แบล็คเบอร์รี่ Torch 9800

อันสุดท้าย

blackberry curve 9300 3g
BlackBerry Curve 9300 3G - แบล็คเบอร์รี่ Curve 9300 3G

วันล่ะนิดจิตแจ่มใส

ขำๆนะ อย่าคิดมาก อิอิ ทะลึ่งวันละนิดจิตแจ่มใส
ดูดวงจากสี กางเกง ใน
ใส่กางเกงในให้ถูกโฉลก ไม่เชื่ออย่าลบ หลู่ โปรดสำรวจกางเกงในของท่านว่าเป็นสีอะไร คำเตือน ความยืด ความย้วยไม่ต้องนะ จ๊ะ
  •  ถ้าใส่ กางเกงในสีขาว จิ๋มจะหนาวทั้งปี จะไม่มีไอ้จู๋ที่ไหนมายุ่งมาแหย่ ด้วย จะมีเวลา อยู่กับครอบครัวเต็มที่
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีแดง ก็จะถูกแทงทั้งปี จะมีแต่ผู้ชายมา ยุ่งจนไม่มีเวลาทำงานทำการ
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีดำ ก็จะช้ำทั้งปี จะถูกผู้ชายหลอกจน ช้ำใจ
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีเขียว ก็จะเสียวทั้ง ปี จะเป็นแบบ เสียวซ่านมีความสุขทั้งปี
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีเหลือง ก็มักจะเปลืองตัวไป ฟรี ๆ
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีเทา ก็จะต้องเน่าทั้งปี เจอแต่ผู้ชายเน่าๆ ผู้ชายเฮงซวย ที่จะเอาความเดือดร้อนมาให้
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีส้ม ก็จะได้อมของดีตลอดทั้งปี
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีชมพู ก็จะถูกถูจิ๋มจนไม่มีชิ้น ดี
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีเขียวขี้ม้า ก็จะต้องอ้าซ่าส์กันทั้ง ปี
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีม่วง ก็จะขนร่วงกราว ทุกที
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีน้ำเงิน ก็จะยับเยิน ยู่ยี่ ทุก ๆ ที
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีแสด ก็จะต้องไปตากแดดถึงจะดู ดี
  •   ถ้าใส่กางเกงในสีฟ้า ก็จะชักช้าอดไปตลอดปี